www.matichon.co.สlสth คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
สุขภาวะทางปัญญา โดย ศ. ประเวศ วะสี
มติชน
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สุขภาพคือสุขภาวะที่สมบูรณ์
ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา
สุขภาวะทั้ง 4 ด้าน เชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ เชื่อมโยงถึงกัน
และอยู่ในกันและกัน
แต่ละด้านมีองค์ประกอบ 4 รวมกันเป็นสุขภาวะ 4x4 = 16
การที่ว่ามีองค์ประกอบด้านละ 4
ไม่ได้แสดงว่ามีเท่านั้น แต่เป็นการพอประมาณและเพื่อให้จำได้ง่าย
ทางกาย 4 อย่างเป็นไฉน
ทางกาย 4 อย่าง ประกอบด้วย ร่างกายแข็งแรง ความปลอดสารพิษ มีความปลอดภัย
ความมีปัจจัย 4 ซึ่งมาจากการมีสัมมาชีพ
ทางจิต 4 อย่างเป็นไฉน
ทางจิต 4 อย่างประกอบด้วย
ความดี ความงาม หรือ สุนทรียะ ความสงบ
ความมีสติทางสังคม 4 อย่างเป็นไฉน
ทางสังคม 4 อย่างประกอบด้วย
สังคมสุสัมพันธ์หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ สังคมเข้มแข็ง สังคมยุติธรรม สังคมสันติ
ทางปัญญา 4 อย่างเป็นไฉน
ทางปัญญา 4 อย่างประกอบด้วย
ปัญญารู้รอบรู้เท่าทัน ปัญญาทำเป็น ปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น
ปัญญาบรรลุอิสรภาพ ปัญญาเป็นศูนย์กลาง
ถ้าปราศจากปัญญา
สุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมก็เป็นไปไม่ได้
การพัฒนาปัญญาต้องนำไปสู่การพัฒนากาย จิต และสังคม
การพัฒนากาย จิต และสังคม
ต้องนำไปสู่การพัฒนาปัญญาทั้ง 4 ร่วมกัน
จึงเกิดสุขภาวะที่สมบูรณ์ในที่นี้จะขยายความ
เฉพาะเรื่องปัญญา 4 ประการ คือ
(1)ปัญญารู้รอบรู้เท่าทัน การรู้อะไรแจ่มแจ้งแทงทะลุทำให้เกิดความสุข
ความมืด ความไม่รู้อะไร ความไม่แจ่มแจ้ง ทำให้เกิดความบีบคั้น
เสมือนคนที่อยู่ในเหวทั้งมืดทั้งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
จะมีความทุกข์ความบีบคั้นอย่างยิ่ง ต่อเมื่อขึ้นมาจากปากเหว
มองเห็นได้ทั่วไป เกิดความสุขจากการหลุดพ้นความบีบคั้นของความไม่รู้
การมีปัญญาเห็นโดยรอบ รู้เท่าทันสิ่งต่างๆ
ทำให้มีความสุขคนที่รู้รอบที่เรียกว่าเป็นพหูสูต
จึงมีความสงบและมีความสุขอยู่ในตัว
รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตรงข้ามกับคนที่ไม่รู้ รู้น้อย รู้เป็นส่วนๆ
ไม่รู้เชื่อมโยงย่อมอยู่ในความบีบคั้น เหะหะ โวยวาย แก้ปัญหาไม่ตก
หลุดไปเป็นพาลได้ง่าย การรู้เท่าทันปัญหาแม้ยังไม่ได้แก้ปัญหา
ก็ทำให้ความเป็นปัญหาหมดไปได้ ยกตัวอย่างเช่น
ป้าคนหนึ่งมีความทุกข์มาก เพราะแกพูดอะไรลูกสาวก็ไม่เชื่อแก
เมื่อได้รับคำบอกเล่าว่าแบบนี้เป็นกันทุกบ้าน
แกอุทานว่า "หรือ ฉันนึกว่าเป็นแต่ฉันคนเดียว
ถ้ามันเป็นกันทุกบ้าน ฉันก็ค่อยยังชั่ว"
ที่หายทุกข์ก็เพราะมีปัญญารู้เท่าทันว่า
มันเป็นเช่นนั้นเอง หรือ "ธรรมดาเนาะ"
เรื่องการมีปัญญารอบรู้ รู้เท่าทัน รวมไปถึงโลกทัศน์และวิธีคิด
ถ้ามีโลกทัศน์และวิธีคิดที่ถูกต้องก็ทำให้มีความสุข
การมีปัญญาเข้าใจธรรมชาติตามที่เป็นจริง
เห็นความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา)ของสรรพสิ่ง
ทำให้ไม่ถูกบีบคั้นจากความเห็นผิด ว่าสิ่งต่างๆ
ดำรงอยู่อย่างแยกส่วนตายตัว เมื่อเป็นอิสระจากความบีบคั้นก็ไม่ทุกข์
เมื่อเห็นอะไรเป็นกระแสของอิทัปปัจจยตา
ก็จะอยู่ในกระแสแห่งปัญญา มีสุขภาวะเพราะปัญญา
(2)ปัญญาทำเป็น หมายถึงปัญญาที่เกิดจากการลงมือทำและทำเป็น
ในการพัฒนากาย 4 ประการ และทางจิต 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
การเรียนรู้จากการทำ และเกิดปัญญาที่ทำให้ทำได้ดี
ทั้งเรื่องทำให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดสารพิษ มีความปลอดภัย สร้างสัมมาชีพ
มีปัจจัย 4 มีจิตใจที่มีความดี ความงาม ความสงบ และความมีสติ
ปัญญาในการทำเป็นนี้ย่อมก่อให้เกิดความสุขอย่างยิ่ง
(3)ปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น ได้แก่ปัญญาที่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน (Living together)
ไม่ใช่ตัวใครตัวมันเป็นเอกเทศ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ
รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นชุมชนเข้มแข็ง และประชาสังคม
มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action)
การที่มีความเสมอภาคและภราดรภาพจนสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำได้
จะทำให้เกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพานและทำให้ทำอะไรๆ
สำเร็จได้ง่ายตรงนี้เป็นอปริหานิยธรรมหรือธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว
การอยู่ร่วมกันเป็นต้องสามารถสร้างสังคมยุติธรรม
ความยุติธรรมในสังคมเป็นบ่อเกิดของความสุขอย่างยิ่ง
การอยู่ร่วมกันเป็นต้องสามารถสร้างสังคมสันติ
สามารถแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ขจัดความรุนแรงประเภทต่างๆ มีสันติภาพ
สังคมสันติเป็นสุขภาวะทางสังคมอย่างยิ่ง
บุคคลควรเรียนรู้ให้เกิดปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น
(4)ปัญญาบรรลุอิสรภาพ ความไม่รู้หรืออวิชชาเป็นเครื่องก่อทุกข์ วิชชา
หรือ ปัญญาเป็นเครื่องออกจากทุกข์
เพราะความไม่รู้มนุษย์ยึดถือตัวตนของตนเองเป็นศูนย์กลาง
จึงขัดแย้งกับความจริง ความขัดแย้งคือทุกขตาหรือความทุกข์
อาการของการเอาตัวเองเป็นใหญ่ประกอบด้วย ตัณหา
อันได้แก่ความอยากเอาอยากเป็น มานะ อันได้แก่การใช้อำนาจเหนือคนอื่น
ทิฏฐิ การเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ บีบคั้นตนเอง
และบีบคั้นผู้อื่น ยิ่งมีมากยิ่งก่อทุกข์มาก ถึงอาจก่อให้เกิดจลาจลและสงครามได้
ไม่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะอวิชชาจึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิ
หรือความเห็นแก่ตัวหากลดความเห็นแก่ตัวลงได้มากเท่าไร
เรียกว่ามีปัญญาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น มีอิสรภาพจากความบีบคั้นมากขึ้น
ปัญญาและอิสรภาพจึงซ้อนทับอยู่ที่เดียวกัน ผู้ที่หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง
ก็มีอิสรภาพหลุดพ้นจากความบีบคั้นโดยสิ้นเชิง มีความสุขอย่างยิ่ง
เป็นวิมุติสุข มนุษย์ควรเรียนรู้เพื่อลดความเห็นแก่ตัวหรือเพื่อบรรลุอิสรภาพ
ในทางพุทธได้แก่ไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา
ซึ่งเป็นมรรควิถีที่พิสูจน์มาแล้วว่ามนุษย์จำนวนมากที่ศึกษาบนเส้นทางนี้
แล้วบรรลุอิสรภาพได้จริง ตามปกติมนุษย์ไม่สามารถสัมผัสความจริงได้
เพราะติดอยู่ในความคิด การมีสติรู้กายรู้ใจ ทำให้จิตสงบจากความคิด
สัมผัสความจริง และถอดถอนจากความยึดมั่นในตัวตนได้
การเจริญสติจึงเป็นเครื่องมือพัฒนาจิตและปัญญาอย่างยิ่งยวด
การเจริญสติทำให้เกิดสุขภาวะอันล้ำลึกอย่างไม่เคยเจอมาก่อน
ขณะนี้มีผู้ฝึกเจริญสติกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะพบว่าทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหมด
เช่น สุขภาพดี สมองดี ความสัมพันธ์ดีขึ้น
และเกิดสุขภาวะอันล้นเหลือ
เป็นความสุขที่ราคาถูก (Happiness at low cost)
เป็นความสุขที่ไม่ต้องการบริโภคมากขึ้น
เป็นเครื่องลดบริโภคนิยมอย่างชะงัด
ฉะนั้น ถ้ามนุษย์เจริญสติกันมากๆ แล้ว
นอกจากจะลดความร้อนอกร้อนใจแล้ว
จะช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุด
ขณะนี้มีการเรียนรู้ที่เรียกว่า
จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)
ด้วยวิธีการต่างๆ อันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา
แต่ก็รวมอยู่ที่การเรียนรู้ที่รู้จิตของตัวเอง
จิตตปัญญาศึกษาทุกประเภทเป็นไปเพื่อบรรลุอิสรภาพ
โดยสรุปสุขภาวะทางปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ที่ทำให้รู้รอบ
รู้เท่าทันสรรพสิ่ง เรียนรู้ให้ทำเป็น เรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน
และการเรียนรู้เพื่อบรรลุอิสรภาพ การเรียนรู้ดังกล่าวทำให้เกิดสุขภาวะทางกาย
สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางปัญญา
รวมกันเป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์ สุขภาวะที่สมบูรณ์เกิดจากการเรียนรู้ที่ดี
การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์
จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสวงหา และช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบการเรียนรู้ที่ดี------------------------------------------------------------------------------------------
|
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11431 มติชนรายวัน
เมื่อเล็กๆน้อยๆคือความยิ่งใหญ่ และผู้ให้คือผู้รับ
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ชื่อบทความฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกันในความหมาย เพราะถ้าคิดแบบง่ายๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็คือ เล็กๆ น้อยๆ จะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ผู้ให้ก็คือผู้ให้ จะเป็นผู้รับได้อย่างไร จริงไหม
แต่ถ้าลองสงบนิ่งอยู่กับตัวเอง ให้เวลาในการใคร่ครวญ ทบทวนอย่างลึกซึ้ง เราก็สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทางภาษาได้
การให้ความหมายใหม่กับสิ่งที่คุ้นชิน การก้าวข้ามออกจากคำจำกัดความเดิมที่คับแคบและดูเหมือนจะชัดเจนตามภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงจะเรียนรู้ด้วยความกล้าหาญ อย่างมีสติใช่หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้ไม่ติดกับความคุ้นชินของเราเองแบบถอนตัวไม่ออก
การสร้างและการขยายความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในมุมมองของความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น จะช่วยเปิดโลกทรรศน์ที่จำกัดและคับแคบของเราให้รอบด้าน กว้างไกล และลุ่มลึกมากขึ้น ใช่หรือไม่
ถ้าเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การแสวงหาเพื่อเรียนรู้และเข้าใจความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นและสรรพสิ่ง ก็น่าจะเป็นทิศทางที่สมเหตุสมผลมากกว่าการแยกสิ่งนั้นออกมาแล้วให้ความหมายจำกัดเฉพาะตัว ยกเว้นมีจุดหมายเฉพาะ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะหนึ่งใด ซึ่งผู้ให้คำจำกัดความนั้นก็ต้องมีสติรู้เท่าทันความเฉพาะเหล่านั้น
มนุษย์ควรเป็นผู้เรียนรู้และสร้างความหมายให้กับชีวิตและสรรพสิ่ง หรือเป็นผู้จำกัดความหมาย... หรือยอมให้ถูกจำกัดความหมาย
ลองใคร่ครวญทบทวนดู
บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากการที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมูลนิธิพุทธฉือจี้ที่ไต้หวันเป็นเวลา 5 วัน ร่วมกับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา และประสบการณ์การขับเคลื่อนโครงการอบรมเพิ่มขีดความสามารถของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในการพัฒนาการบริหารจัดการกระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาของมหาวิทยาลัยภาคีเครือข่าย 25 มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ที่โรงงานรีไซเคิลของฉือจี้ เราได้เห็นอาสาสมัครทำงานอย่างมีความสุข เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ แม้ดูเหมือนจะเป็นงานเล็กๆ และดูเหมือนจะไม่คุ้มกับเวลาและแรงงานที่ลงไปเลย ผลผลิตต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ ตามความหมายของเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการยุคใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์เศรษฐกิจเสรีทุนนิยม
เราเห็นอาสาสมัครผู้หญิงสวมแว่นตาใช้กรรไกรค่อยๆ ตัดกระดาษเพื่อแยกส่วนที่ไม่มีหมึกพิมพ์ (ตัวอักษรหรือรูปภาพ) ออกมา เราเห็นอาสาสมัครผู้ชายถอดชิ้นส่วนของพัดลมที่มีคนนำมาบริจาคทีละชิ้น เพื่อแยกพลาสติค เหล็ก สายไฟ... ชิ้นส่วนไหนซ่อมได้ก็จะนำไปซ่อม ชิ้นส่วนไหนยังใช้ได้ก็จะนำไปประกอบใหม่เพื่อนำไปมอบให้ผู้ยากไร้ที่มีความต้องการ
เราเห็นแต่ละคนช่วยกันทำงานเสมือนงานเป็นครู จึงตั้งใจเรียนรู้และทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความเต็มใจ เราเห็นแต่ละคนช่วยกันทำงานเสมือนงานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางจิตใจสำหรับผู้ปฏิบัติ
วิธีคิดและวิถีปฏิบัติของฉือจี้เป็นการสร้างคุณค่าและคุณค่าเพิ่มให้ผู้ปฏิบัติ เป็นการสร้างมูลค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ เป็นการสร้างคุณค่าและคุณค่าเพิ่มให้กับผู้รับ สิ่งแวดล้อม และสรรพสิ่ง
จึงไม่แปลกที่เราได้สัมผัสความอิ่มเอิบใจในการทำงานของอาสาสมัครเหล่านั้น
ระหว่างที่ดูก็จะมีอาสาสมัครฉือจี้บรรยายแบบลงรายละเอียด ไม่รีบร้อน เสียงใสๆ หน้าตายิ้มแย้มบ่งบอกความยินดีที่มีคนมาเยี่ยมชม ในคำบรรยายตลอดเวลาจะให้มุมมองที่หลุดไปจากความคุ้นชินของคนโดยทั่วไป เช่น การนำกระดาษมารีไซเคิล ช่วยลดการทำลายต้นไม้ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ช่วยลดภาวะโลกร้อน นำขยะกระดาษที่ไร้ราคามาผลิตและแปรรูปใหม่ จำหน่ายได้ราคาและมีคุณค่าเพิ่มทางจิตใจของผู้ทำและผู้ซื้อ เพราะเงินที่ได้นำไปช่วยผู้ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ทำได้ทำความดีงาม (ได้บุญ) ผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์เชิงใช้สอย และที่สำคัญได้บุญด้วย
การตัดกระดาษสีขาวออกจากส่วนที่มีหมึกพิมพ์ ช่วยลดการใช้นํ้าและการใช้สารเคมีในการฟอกขาว ลดสารเคมีปนเปื้อนลงไปในดิน ในแม่นํ้า ลำคลอง และทะเล ทำให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยสำหรับคน สัตว์ และสรรพสิ่ง... การทำงานเล็กๆ ที่พวกเราเห็นช่างมีความหมายและคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับพวกเขา
จึงไม่แปลกที่พวกเขาดูมีความสุขและตั้งใจทำงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น โดยที่พวกเขาไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินแม้แต่น้อย แถมต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางมาทำงาน ค่าชุดทำงาน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว... เพื่อจะได้มาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่มีผลต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อโลก ต่อสภาพแวดล้อมและชนรุ่นหลัง ช่างเป็นมุมมองที่ยิ่งใหญ่และกว้างไกลเหลือเกิน
สิ่งตอบแทนที่ได้คือคุณค่าทางจิตใจ มีความสุขใจที่ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือโลกและสรรพสิ่ง คุณค่าของตนเองอยู่ที่การได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
การนำสิ่งของไปมอบให้ผู้ประสบภัยและผู้ยากไร้ ผู้มอบจะแสดงความเคารพและขอบคุณผู้รับด้วยความนอบน้อมถ่อมตน คำอธิบายที่น่ารักคือ ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ (เพราะมีเขา เราจึงได้ทำบุญ) ช่างเป็นวิธีคิดที่อ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน และให้คุณค่าต่อผู้รับมอบเหลือเกิน
ผู้ให้คือผู้รับ ผู้รับคือผู้ให้... ช่างเป็นการให้ความหมายใหม่ที่ลุ่มลึกที่หลุดออกไปจากความหมายเดิมของผู้ให้ และผู้รับที่เราคุ้นชิน นั่นคือ ผู้ให้คือผู้ให้ (ผู้มีบุญคุณ) ผู้รับคือผู้รับ (ผู้เป็นหนี้บุญคุณ)
ขอบคุณมูลนิธิฉือจี้ที่ให้ความหมายและมุมมองต่อชีวิต ต่อโลก ในความหมายที่ใหม่และกว้างไกลกว่าเดิม
นอกจากนี้ ยังอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล็กๆ ส่วนหนึ่งจากการขับเคลื่อนจิตตปัญญาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กับกิจกรรมเล็กๆ ที่ให้ผู้เข้าร่วมอบรมออกไปหามุมสงบของตัวเองในสวนโดยไม่พูดคุยกับใคร แต่ให้สังเกตความเป็นไปและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏต่อหน้าประมาณ 20 นาที โดยไม่รีบร้อนที่จะสรุปหรือตัดสินจากประสบการณ์เดิม แล้วกลับมาเล่าสิ่งที่ตนเองสังเกตให้กลุ่มฟัง ในตอนท้ายมีการสรุปสะท้อนบทเรียน และต่อไปนี้คือข้อสรุปสั้นๆ ที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์เล็กๆ เพียง 20 นาทีของผู้เข้าร่วมอบรมบางคน เป็นข้อความสั้นๆ เล็กๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง
"ผมสังเกตเห็นลมหายใจของสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัว" "ในความเรียบง่าย เห็นความงดงามของธรรมชาติ" "กิ่งไม้เล็กๆ ที่ร่วงหล่น ก็อาจกลายไปเป็นรังนก" "การพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต" และที่ชอบมากคือ "ใบไม้แห้งให้ความเจริญงอกงามกับชีวิต ใบไม้แห้งมิใช่ใบไม้แห้ง และเราก็มิใช่เราอีกต่อไป"
ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมเล็กๆ นี้จะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลายๆ คนที่เข้าร่วมอบรม มันเป็น 20 นาทีของชีวิตใหม่ เป็น 20 นาทีของความหมายใหม่ของสิ่งเก่า
กิ่งไม้เล็กๆ ที่ร่วงหล่นก็กลายไปเป็นรังนกที่พยุงและโอบอุ้มชีวิตใหม่ ใบไม้แห้งก็กลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ เป็นที่หลบแดดหลบฝนให้กับอีกหลายชีวิตเล็กๆ... ใบไม้แห้งมิใช่ใบไม้แห้งอีกต่อไป...
เล็กๆ น้อยๆ คือความยิ่งใหญ่... ผู้ให้คือผู้รับ...
หน้า 9
|
|
|
|
|
|
All site contents copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.
|
----------------------------------------------------------------------
RQ หรือ พลังสุขภาพจิต วิธีปรับ 4 เติม 3