http://www.paryang.com
Engine by iGetWeb.com
 
 อจ.ประเวศ วะสี(บทความ) สพช. วิชาชีพสาธารณสุขศักดิ์ศรีหมออนามัย ค่าตอบแทนจากเงินบำรุง(จากเวปไซท์กระทรวง วัดป่ายาง หมู่ ๔ ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง ศาลากลางนครฯ สสจ.นครฯ ธีระวัฒน์ แดงกะเปา(ถอดบทเรียน)ท่านรมต.จุรินทร์ เร่งพรบ.วิชาชีพหมออนามั สมาคมหมออนามัย

สถิติ

เปิดเว็บ03/02/2009
อัพเดท24/12/2011
ผู้เข้าชม82,574
เปิดเพจ97,547

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

รพ.สต.บ้านป่ายาง ม.๔ ต.ท่างิ้ว

ธนาคารต้นไม้

เครือข่ายลดอุบัติเหตุนครศรีธรรมราช

โครงการภาคประชาสังคม

คนใต้สร้างสุข

เครือข่ายวิชาการ

เครือข่ายผู้พิการ

เครือข่ายหมออนามัย

เครือข่าย อสม.

พัฒนามาตรฐาน สอ.

ประชาคมหมู่บ้าน

เครือข่ายเยาวชน

รพ.สร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล

เครือข่ายงดเหล้า

เครือข่ายอาหารปลอดภัย

ศาสนา ศิลป ประเพณี

เครือข่ายผู้สูงอายุ

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« May 2012»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

บริการ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
ติดต่อเรา
  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่ชุมชนสุขภาวะ  
 
No.รูปภาพ ชื่อเรื่อง ผู้เข้าชม วันที่ลง
1

เสด็จบ้านคีรีวง  
         พระเทพฯเสด็จฯบ้านคีรีวง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม นี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผวจ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงการเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันเข้าพรรษาว่า นครศรีธรรมราชก...
1060 14/08/2009
2

ข้อมูล รพ.สต.บ้านป่ายาง  
         ประวัติความเป็นมาของสถานีอนามัยบ้านป่ายาง      ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช                       สถานีอนามัยบ้านป่ายาง หมู่ ๔ ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช สร...
878 03/01/2011
3

ท่านนายกอภิสิทธิ์ให้ถ่ายโอนสอ.๒๗จังหวัดไปท้องถิ่น ๖-๑๒ เดือน  
             สืบเนื่องจาก นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการถ่ายโอน ให้ ๒๗ จังหวัดที่มีความพร้อมและสมัครใจนำร่องการถ่ายโอนไปท้องถิ่น ในเวลา ๖-๑๒ เดือน      ดังนั้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ กพ.๕๓ ที่ผ่านมา ผู้สนใจประเด็นการถ่ายโอนไปท้องถิ่นร่วมพูดคุยก...
264 15/02/2010
4

นักเรียนอาชีวะจรัสฯรณรงค์พรบ.เหล้าครบ ๒ ปี  
        วันอาทิตย์ที่ ๑๔ กพ.๕๓ วันวาเลนไทน์ ช่วงเช้า ๙ โมง คณะครูและนักเรียนอาชีวะจากโรงเรียนจรัสพิชากรจำนวน ๑๕๐ คน เดินรณรงค์ พรบ.ควบคุมเครืองดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑ ครบรอบ ๒ ปี โดยขบวนเริ่มเคลื่อนจากถนนคนเดิน หน้าเทศบาลเมืองนครนครศรีธรรมราช ไปทางถนนราชดำเนิน ถึง ห้างสหทัย พร้อมแจกเอกสาร สติกเกอร์...
928 14/02/2010
5

มาตรฐานสุขศึกษา  
        วันที่ ๑,๒ ตุลาคม ๕๒ ฝ่ายสุขศึกษา สสจ.นครฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ โดย เชิญ รศ. ดร.นิตยา เพ็ญศิรินภา เป็นวิทยากรในภาพ อจ.กำลังให้คำแนะนำ เรื่องการสร้างแบบสอบถาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมี น้องแจน ตัวแทนโซน ๕ เป็นผู้นำเสนอผลงานกลุ่ม เรื่อง"การเฝ้าระวังพฤติกรรมบุคคลที่มีอายุ ๑...
119 02/10/2009
6

สุขภาวะคนนคร  
        ๑๐กย.๕๒ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน๕๗คนประชุมเชิงปฏิบัติการ “ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์และเส้นทาง : สุขภาวะคนนคร” วันที่ ๑๐ - ๑๑ กันยายน ๒๕๕๒ ณ อลงกตรีสอร์ท ตำบลขนอม อำเภอขนอม มีกิจกรรม...ชี้แจง/ทำความเข้าใจ “วัตถุประสงค์และกระบวนการ”กิจกรรม “หลอมรวมพลัง......
412 13/09/2009
7

เตรียมข้อเสนอให้จพง.เข้าแท่ง k  
        ตอนบ่ายวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ สมาชิกเครือข่าย หมออนามัย คุณสาคร นาต่ะหัวหน้าสถานีอนามัยจากจังหวัดน่าน และคณะกรรมการมูลนิธิหมออนามัย ประชุมกันที่โรงแรมโกลเดนดรากอน นนทบุรี มีการเสนอ แนวคิดเรื่อง การผลักดัน จพง.จบปริญญาตรี เข้าแท่ง เค ส่วนผู้ที่ยังไม่จบ ให้สถาบันพระบรมราชชนกจัดทำหลักสูตรอบรม เพื่อรับร...
380 13/08/2009
8

แม่ชีบุญพา แก้วดุก  
        ๑๐ สค.๕๒ มูลนิธิหมออนามัย "ได้จัดทำโครงการประกาศเกียรติคุณ หมออนามัยดีเด่นต้นแบบเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ปี ๒๕๕๒" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ประชาชนเห็นคุณค่าในการเป็นแบบอย่างของหมออนามัยต้นแบบ ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเพื่อยกย่องหมออนามัยที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ซึ่งจังหวัดนครฯ ได้ส่งแม่ชีบุญพา แก...
209 11/08/2009
9

นายวิทยา แก้วภราดัย รมต.ว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานที่ประชุม การพัฒนา รพ.สร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล  
        ๘ เมษายน ๕๒ รมต.สธ.เป็นประธานการประชุม หารือการดำเนินงานตามนโยบายการพัฒนา รพ.สร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ตึก สป. โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสนอร่างแผนการพัฒนา ปี ๕๒-๕๓ นี้ อย่างเร่งด่วน (นำเสนอโดย ผอก.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์)      จากนโยบายรัฐบาลข้อ ๓.๓.๓ ...
3248 17/09/2009
10

เรียนรู้ผู้พิการคลองหวะ  
        ๒-๔ กย.๕๒ กลุ่มเครือข่ายดูแลผู้พิการจากอำเภอต่างๆไปประชุมเชิงปฏิบัติการที่โรงแรมโอเชี่ยน หาดใหญ่ และไปเรียนรู้เครือข่ายต้นแบบการดูแลผู้พิการศูนย์Express ตำบลคลองหวะ อำเภอหาดใหญ่ บันทึกการศึกษาเรียนรู้พื้นที่เครือข่ายต้นแบบดูแลผู้พิการตำบลคลองหวะ   อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา๔ กันยายน ๒๕๕...
740 13/09/2009
11

เครือข่ายวัดดินดอน  
        ๒๗ มิย.๕๒ คุณวิชาญ หนูกัน จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปขับเคลื่อนโครงการธนาคารต้นไม้เครื่อข่ายวัดดินดอน ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา มีผู้มาประชุม ๔๕ คน ได้คัดเลือกคณะกรรมการ และรับสมัครสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีสมาชิกส่วนหนึ่งดำเนินการปลูกต้นไม้เป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว แ...
551 11/08/2009
12

สรุปบทเรียนงานสร้างสุข  
        ๙-๑๐ พค ๕๒ สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(สวรส.ภาคใต้ มอ.) จัดประชุมสรุปบทเรียนงานสร้างสุขภาคใต้ เมื่อครั้งจัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี อจ.ผศ.ดร.พงค์เทพ  สุธีรวุฒิ, อจ.นพ.บัญชา พงษ์พานิช,อจ.ชัยยะ ฉัตรเวชศิริ,อจ.ไพศาล บรรจุสุวรรณ์ และอีกหลายท่าน นำเสนอประเด็นต่างๆ ติดตามได้จ...
216 11/08/2009
13

พิธีแห่นางดาน  
                         ประเพณีแห่นางดานในเทศกาลมหาสงกรานต์นครศรีธรรมราช คึกคักด้วยประชาชนที่มาเฝ้ารอชมพิธีที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ ประเพณีแห่นางดานประจำปี 2552 จะมีขึ้นในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ สำนักงาน ททท.นครศรีธรรมราช ร่วม...
1208 11/08/2009
14

สงกรานต์ปลอดภัย  
        ๑๓ เมย.๕๒ เยาวชนเล่นดนตรีร่วมงานสงกรานต์ปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์ ที่วัดมะขาม ต.ท่าดี อ.ลานสกา
334 11/08/2009
15

พิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์  
        ๑๒ เมย.๕๒ อธิการบดี ม.ราชภัฏนครฯเป็นประธานพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เขามหาชัย
357 11/08/2009
16

คอจ.  
         ทะเบียนรายชื่อ คณะกรรมการเครือข่ายลดอุบัติเหตุภาคประชาสังคมจังหวัดนครศรีธรรมราช ปี 2552 จัดตั้งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551         ...
494 14/03/2009
17

สัมมนาระดับชาติ  
                กรรมการเครือข่ายอุบัติเหตุจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการนำของประธาน คุณเกษร บำรุง ร่วมงานสัมมนาระดับชาติ เรื่อง ชุมชนปลอดภัยครั้งที่ ๑ ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ ๕,๖ มีนาคม ๒๕๕๒  "ซึ่งหน่วยงาน ระดับท้องถิ่น คือ อบต. อบจ. จะเหมาะสมที่สุดในการเป็นเจ...
313 11/08/2009
18

ร่วมเรียนรู้สู่ชุมชนปลอดภัยด้านอุบัติเหตุจราจร สมาคมหมออนามัย ปี๒๕๕๒  
        ๒๘ กพ.๕๒ สอ.บ้านบนโพธิ์ ต.ท่าดี อ.ลานสกา นำเด็กเยาวชนและผู้ปกครอง เข้าค่าย การเรียนรู้ สู่ชุมชนปลอดภัยด้านอุบัติเหตุจราจร ที่วัดป่ายาง จำนวน ๓๐ คน บูรณาการเรียนรู้ ด้านเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักปลอดสารพิษ ทำแก๊สชีวภาพ ทำน้ำมันดีเซลจากนำมันใช้แล้ว  
101 11/08/2009
19

ม.ราชภัฏนครฯ  
             ๑๓ มีค.๕๒ ม.ราชภัฏนครฯ จัดสัมนาการพัฒนาอาชีพท้องถิ่น โดยเชิญวิทยากร ลุงประยงค์ รณรงค์, หมอนพพร ชื่นกลิ่น, คุณวิชาญ เศรฐพงค์.เกษตรจังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัด มาให้ความรู้แก่ อสม.และผู้นำ หมู่ ๑-๘ จำนวน ๔๐๐ กว่าคน      ลุงประยงค์ และทีมวิยากรพูดถึงปัญหาว่าเกิ...
396 14/03/2009
20

พ.ร.บ.วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน  
        ขณะนี้ผ่านวาระที่ 1 ในกฤษฎีกาแล้ว และล่าสุด ได้แก้ไข ในมาตราที่มีการเสนอแนะ ( มาตรา 3 และ 27 ) เรียบร้อยแล้วในวันที่ 20 ธันวาคม 53 ที่ผ่านมา คาดว่าจะเข้ารับการพิจารณาในวาระที่ 2 ในเร็วๆนี้ ขอให้พี่น้องหมออนามัยเตรียมกำลังไว้ ช่วงเวลาเคลื่อนทัพใหญ่ใกล้เข้ามาแล้วครับ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ที่สถาบั...
1015 03/01/2011
21

ร่าง พรบ.วิชาชีพสาธารณสุข(ล่าสุดครับ)  
        วันที่๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ตัวแทนหมออนามัย นำเสนอร่าง พรบ.วิชาชีพการสาธารณสุข อีกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคได้ปรับปรุงเพิ่มเติม จึงได้แจ้งมาเมื่อ ๒๘ พค.๕๒ ดังรายละเอียดครับ นำไปเผยแพร่ต่อยังผู้ที่สนใจได้ครับ(นำมาจากเวปหมออนามัยครับ ) ร่าง พระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ….&nb...
6871 13/08/2009
22

กำหนดการขับเคลื่อน พรบ.  
           แผนปฏิบัติการขับเคลื่อน พรบ.วิชาชีพ การสาธารณสุขชุมชน พ.ศ..... ของสมาคมหมออนามัย กิจกรรม ผลลัพธ์ ระยะเวลา ดำเนินการ   ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ (บาท) แต่งตั้งคณะทำงาน มีคณะทำงาน รับผิดชอบในการ ขับเคลื่อ่น พรบ. วิชาชีพ ฯ ในนามสมาคมหมอนามัย ...
337 02/08/2009
23

โครงการชุมชนพอเพียง  
          ตามนโยบายรัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คิดโครงการ นี้ขึ้นมา โดยผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้านก่อน บ้านป่ายาง จัดเวที ที่โรงเรียนวัดป่ายาง เมื่อ ๔ เมษายน ๕๒ โดยมีผู้คนในชุมชน หมายถึง องค์กรเบญจภาคี  คือ ภาคี ๕ ฝ่าย ๑)ภาควิชาการ ๒)ภาคราชการ ๓)ภาคประชาสังคม ๔)ภาคเอกชน ๕)ภาคประชาชน  มาร่ว...
5675 26/05/2009
 
ชีวิตนี้.....เพื่อหมออนามัย..... ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยม ผู้ดุแลคือ นายสมบัติ กำจรฤทธิ์ ยินดีน้อมรับคำชี้แนะครับ  

สถานีอนามัยบ้านป่ายาง 

๒๕๒ ม. ๔ ต.ท่างิ้ว อ.เมืองนครศรีธรรมราช (๐๘๑-๒๗๒-๗๓๓๑)

  บริการสุขภาพชุมชน  ไม่ใช่แค่บริการด่านหน้า (Gate Keeper) หรือนายหน้า  นายทะเบียน 

   บริการสุขภาพชุมชน  ไมใช่ที่ส่งคนหมุนเวียน   ไปตรวจโรค (Extended  OPD)

   บริการสุขภาพชุมชน  เป็นศิลปะชั้นสูงของการเยียวยาความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์
เพราะต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์  เน้นการมองแบบองค์รวม  ไม่ใช่การรักษา
ร่างกายแบบเป็นเครื่องยนต์กลไก  แต่เป็นการดูแลสุขภาพในบริบทของครอบครัว  และ
ชุมชน จึงต้องผสมผสานทั้งความเข้าใจ  มิติทางสังคม  วัฒนธรรม   มีความละเอียดอ่อน
และมีความเข้าใจในความเป็นมนุษย์  พลังและเสน่ห์ของการทำงานบริการสุขภาพชุมชน
จึงอยู่ที่การเข้าใจมิติทางสังคม  วัฒนธรรม  ของความเจ็บป่วย  และความละเอียดอ่อน
ต่อมิติของความเป็นมนุษย์

     "ถึงแม้ว่างานสุขภาพชุมชน  จะไม่สามารถสู้เทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูง ในโรง
พยาบาลใหญ่ๆ  และไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะมานั่งตรวจคนไข้  แต่จุดแข็งที่สำคัญ
ของบริการสุขภาพชุมชนคือ  การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์    เมื่อเป็นเช่นนี้ 
ภาพที่มองว่า  บริการสุขภาพชุมชนเป็น  หมอมือสอง  หรือ  เป็นงานง่ายๆ ที่ไม่มีคุณค่านั้น
จะหมดไป  เพราะแท้ที่จริงแล้ว  การทำงานในระบบบริการสุขภาพชุมชนที่มีคุณภาพ
เป็นงานที่ยากไม่น้อยกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  เพราะเป็นงานที่ละเอียดอ่อน
และต้องสัมผัสกับชีวิตของผู้คน ทั้งชีวิต ทั้งครอบครัว และทั้งชุมชน"    

                   นั่นคือสาระที่ถูกเน้นย้ำโดย นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนัก
วิจัยสังคมและสุขภาพ  หนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นว่าการพัฒนาบริการสุขภาพชุมชน หรืออีกนัยหนึ่งคือ
บริการปฐมภูมิ คือ ความหวังในการเยียวยารักษาโรค  ความเจ็บป่วย และความทุกข์ ของเพื่อน
มนุษย์ ได้อย่างแท้จริง  และเป็นเสาหลักสำคัญของ "การสาธารณสุขไทยยุคที่สอง" คือ ระบบ
สาธารณสุขที่ใส่ใจความเป็นมนุษย์ สามารถดูแลคนทุกข์ยากได้ ไม่ได้ทำตามตัวชี้วัด อย่าง
เดียว
                   บริการปฐมภูมิ เป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน อีกทั้งยังเป็น
จุดยุทธศาสตร์ หรือ "จุดคานงัด" ในการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขให้พ้นวิกฤติ หากสถานี
อนามัย หรือศูนย์สุขภาพชุมชน ปรับบทบาทและเพิ่มขีดความสามารถให้เป็นที่พึ่งทางสุขภาพ
แก่ประชาชนในพื้นที่ได้จริง  จะช่วยแก้ปัญหาทางสุขภาพได้ในระดับหนึ่ง เพราะเป็นหน่วยบริการ
สุขภาพที่อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคนมากที่สุด  จึงมีความเข้าใจถึงเงื่อนไขชีวิต  สภาพ
เศรฐกิจและค้นหาปัญหาที่แฝงเร้นอยู่ได้อย่างรวดเร็ว      
     เก็บตก...ผลึกอุดมการณ์  จากการประชุมวิชาการ   Primary  Care  ระดับประเทศครั้งที่ ๒
 ระหว่างวันที่  ๒๒-๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐    ณ  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค  บางนา
และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญของการเรียกร้องผลักดัน  ร่าง พรบ.วิชาชีพสาธารณสุขของพวกเราหมออนามัย ครับ 



วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11416 มติชนรายวัน
สู่การเจริญสติถ้วนหน้า (Mindfulness for All)

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ โดย ประเวศ วะสี www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงาน
พัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เรื่องที่หนีไม่พ้นคือ มนุษย์จะเจริญสติกันมากขึ้นๆ จนในที่สุดเจริญสติกันถ้วนหน้า
นั่นคือเจริญสติกันทั้งประเทศ และเจริญสติกันทั้งโลก เพราะเหตุอย่างน้อย 3 ประการ
ด้วยกันคือ

หนึ่ง มนุษย์สุดทางไป ไม่มีทางออกอย่างอื่น อารยธรรมปัจจุบันได้นำมนุษย์มาสุดทาง
ที่จะไปต่อในทางเดิมได้อีกแล้ว เพราะกำลังเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นทุก ๆ ทางอย่างไม่มี
ทางออก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสังคม วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตการเมือง และวิกฤต
ในตัวมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเครียด ความขัดแย้ง ความรู้สึกหมดหวัง ทั้งนี้ เพราะเป็น
อารยธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูลทั้งสามคือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่จะไม่วิกฤตนั้นจึงเป็น
ไปไม่ได้ จะเห็นได้ว่าระบบเศรษฐกิจ-การเมือง-การศึกษา ที่เชื่อมโยงกันนั้นตรงกับ
โลภะ-โทสะ-โมหะ อย่างพอดี ระบบเศรษฐกิจที่เอาเงินขนาดใหญ่เป็นตัวตั้งนั้นเป็นมหาโลภ
จริต ส่วนการเมืองเรื่องอำนาจนำไปสู่ความรุนแรงนั้นก็คือโทสะ ยิ่งการเมืองผูกอยู่กับเงิน
จำนวนใหญ่เท่าใด ความรุนแรงก็ยิ่งมากขึ้น ระบบการศึกษาที่ไม่ก่อให้เกิดปัญญา เพียงมีความ
รู้ในศาสตร์ต่างๆ ศาสตร์ก็กลายเป็นศาตราใช้ทิ่มแทงกัน ระบบการศึกษาที่ไม่สร้างปัญญาก็ยิ่ง
ไปเพิ่มความรุนแรงของโลภะและโทสะ โมหะ หรือความไม่รู้ หรือความหลงไป เป็นปัจจัยทำ
ให้เกิดโลภะและโทสะ มนุษย์จึงตกอยู่ในความครอบงำของระบบเศรษฐกิจ-การเมือง-การ
ศึกษา อันเป็นตัวแทนของอกุศลมูลทั้งสาม จึงเข้าไปสู่วิกฤตการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเปลี่ยน
แปลงไม่ได้ อย่าไปคิดว่าโอบามาซึ่งชูประเด็น CHANGE จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก
เพราะอารยธรรมวัตถุนิยม บริโภคนิยมได้สร้างโครงสร้างไว้ในสมองของผู้คน และโครงสร้าง
ทางสังคมเศรษฐกิจเรียบร้อยแล้ว ไอน์สไตน์จึงกล่าวว่า "เราจะต้องมีวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้า
มนุษยชาติจะอยู่รอดได้" แต่มนุษย์ก็เปลี่ยนวิถีคิดไม่ได้ เพราะสมองได้เกิดโครงสร้างที่ทำให้
คิดอย่างเดิมๆ ซ้ำรอยเดิมอยู่อย่างนั้น นอกจากเจริญสติ สติทำให้จิตเป็นกลาง เกิดปัญญา
 และวิถีคิดใหม่ได้ จึงกล่าวว่าเป็นเรื่องหนีไม่พ้นที่มนุษย์จะหันมาเจริญสติ เพราะสุดทางที่จะ
ไปตามทางเดิมแล้ว

สอง มีแรงจูงใจสูงสุดที่จะทำให้เจริญสติ แรงจูงใจที่สูงที่สุดคือความสุข ถ้าทำอะไรแล้วมีความ
สุข มนุษย์ก็อยากจะทำสิ่งนั้นซ้ำๆ การเจริญสติจะทำให้พบความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็น
ความสุขอันประณีตลึกล้ำ มีความเบาสบาย เป็นอิสระ หลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งปวง ทำให้
สมองดี เรียนอะไรก็ง่าย สุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วยหรือถ้าเจ็บป่วยก็หายง่าย ภูมิคุ้มกันเพิ่ม
 อายุยืน ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ดี เป็นปัจจัยให้อยู่ร่วมกันด้วยความสุข และอาจนิรทุกข์โดย
สิ้นเชิงก็ได้ การเจริญสตินำมาซึ่งความสุขราคาถูก (Happiness at low cost) จึงเป็น
ไปได้สำหรับทุกคน และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม
พระพุทธองค์ตรัสเรียกการเจริญสติว่า "ทางอันเอก" (เอกะ มัคโค) พระพุทธองค์ทรงค้นพบ
ทางอันเอกนี้มากว่า 2,500 ปีแล้ว ฝรั่งเพิ่งจะมารู้จักเรื่องการเจริญสติเมื่อเร็วๆ นี้เอง และพา
กันติดใจยกใหญ่ เพราะเมื่อเจริญสติแล้วอะไรๆ ก็ดีขึ้นหมดดังกล่าวข้างต้น หนังสือที่ขายดีที่
สุดในโลกขณะนี้คือตระกูลนี้ ในประเทศไทยก็มีการเจริญสติกันมากกว่าแต่ก่อนมาก เป็นแนว
โน้มใหญ่ชัดเจนว่าต่อไปมนุษย์จะพากันเจริญสติถ้วนหน้า

สาม สมองของมนุษย์ ธรรมชาติสร้างมาให้เหมาะแก่การเจริญสติ (The Mindful
Brain) เมื่อเจริญสติแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง ทั้งเชิงโครงสร้างและในการทำหน้าที่
เมื่อเจริญสติ ส่วนต่างๆ ของสมองและร่างกายบูรณาการกันเข้ามา และเกิดดุลยภาพ ทำให้เกิด
สุขภาวะและความสงบระงับ มีการหลั่งสารสุข (เอนดอร์ฟินส์ - Endorphins) ออกมา
มากขึ้น ทำให้เกิดความสุขแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย มีผลต่อสมองส่วนฮัยโปธาลามัส
(Hypothalamus) ซึ่งส่งผลต่อต่อมเอ็นโดครีน (Endocrine)
และภูมิคุ้มกันเหล่านี้เป็นต้น
เพราะเหตุอย่างน้อย 3 ประการดังกล่าวมานี้ จึงกล่าวว่า สิ่งที่หนีไม่พ้นคือมนุษย์จะเจริญสติกัน
ถ้วนหน้า ฉะนั้น จึงควรมาช่วยกันดูว่าควรจะทำอะไรกันบ้าง จึงจะเกิดการเจริญสติกันทั้ง
ประเทศ ซึ่งขอเสนอดังต่อไปนี้

(1) แต่ละคน แต่ละครอบครัวที่รู้พากันขวนขวายศึกษาและปฏิบัติในการเจริญสติ บางคนอาจ
ทำได้เอง บางคนอาจต้องการครูบาอาจารย์

(2) บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่เจริญสติเป็นแล้วและได้รับผลดีจากการเจริญสติ พยายามแนะ
นำและช่วยเหลือคนอื่นให้เจริญสติเป็น

(3) สื่อมวลชน นำเรื่องการเจริญสติและผลการเจริญสติมาเผยแพร่ เชิญอาจารย์ที่สอนเก่งมา
สอนทางวิทยุและโทรทัศน์เป็นประจำ

(4) องค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนส่งเสริมและสนับสนุนให้คนในองค์กรฝึกเจริญสติ
 องค์กรจะได้ผลงานสร้างสรรค์มากขึ้นด้วย

(5) วัดเจริญสติ ประเทศไทยมีวัดอยู่ประมาณ 3 หมื่นแห่ง ชุมชนควรจะร่วมกับวัด ทำวัดให้
ร่มรื่น สะอาด สงบ และมีอาจารย์สอนการเจริญสติ

(6) ทุกชุมชนและท้องถิ่น พยายามให้ในพื้นที่ของตนมีผู้รู้ในการเจริญสติ คอยแนะนำฝึกสอน
ให้คนในชุมชนและท้องถิ่นเจริญสติกันมากๆ

(7) โรงพยาบาลทุกแห่ง ควรมี "คลีนิคเจริญสติ" มีแพทย์พยาบาลที่เจริญสติเป็นผู้คอยแนะ
นำอบรมคนไข้และญาติให้เจริญสติเป็น โรงพยาบาลต้องแสวงหาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการ
วินิจฉัยและรักษาโรคอยู่แล้ว เทคโนโลยีเหล่านี้มักราคาแพง การเจริญสติก็เป็นเทคโนโลยีอย่าง
หนึ่ง ที่ได้ผลมากแต่ราคาถูก สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ควรสนับสนุน
ให้โรงพยาบาลทุกแห่งนำเทคโนโลยีการเจริญสติมาใช้ เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพลด
ลง ในขณะที่คุณภาพชีวิตทั้งของผู้รับและผู้ให้บริการสูงขึ้น

(8) ระบบการศึกษาทั้งหมด ควรนำการเจริญสติเข้ามาเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ควรสร้างครู
อาจารย์ที่เจริญสติเป็นให้มากที่สุด ขณะนี้บางมหาวิทยาลัยได้จัดให้มีหลักสูตร "จิตตปัญญา
ศึกษา" (Contemplative Education) ซึ่งมีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายน่าสนใจ
 แต่หัวใจของการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาก็คือการดูจิตของตัวเองจนเกิดปัญญา ซึ่งก็คือ
การเจริญสตินั่นเอง มหาวิทยาลัยที่ทดลองหลักสูตร "จิตตปัญญาศึกษา" จนเกิดความชำนาญ
แล้วในระดับหนึ่ง ควรจะคิดถึงการขยายผลสู่การเจริญสติถ้วนหน้า ตามนัยที่กล่าวมาทั้ง 8 ข้อ
 หรือจะมีวิธีอื่นในนอกเหนือไปจากนั้นอีกได้ก็ยิ่งดี

(9) คณะรัฐมนตรีเจริญสติ เรื่องนี้ผู้คนอาจจะหัวเราะขบขันเห็นว่าเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเป็นไป
ได้ก็จะเกิดความดีงามตามมาอีกมาก กิจกรรม (1)-(8) ที่กล่าวข้างต้น จะผลักดันให้ ครม.
เจริญสติ ครม.เจริญสติจะผลักดันให้เกิด (1)-(8)

เรื่องการเจริญสติแล้วเกิดผลดีเป็นอเนกประการนั้นไม่มีปัญหาอะไร เพราะพิสูจน์กันมามากต่อ
มากด้วยการปฏิบัติ และด้วยการวิจัย คำถามมีว่าทำอย่างไรสิ่งที่เรารู้ว่าดีจะเกิดกับคนทั้ง
ประเทศ นี่เป็นคำถามเชิงนโยบาย ประเทศไทยควรมีนโยบายเจริญสติถ้วนหน้า
(Mindfulness For All = MFA) และคนทั้งมวลร่วมกันขับเคลื่อนการเจริญสติ
 (All For Mindfulness = AFM)

วิกฤตการณ์ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตอารยธรรม ขออย่าได้ท้อถอยหรือหมดหวัง ทุกฝ่าย
ต้องช่วยกันป้องกันความรุนแรง เพื่อให้เวลาประเทศไทยปรับตัวไปสู่วิถีการพัฒนาใหม่ อัน
เป็นวิถีแห่งบูรณาการและดุลยภาพ การเจริญสติจะช่วยให้เข้าถึงวิถีแห่งบูรณาการและดุลยภาพ
 อันจะยังให้เกิดศานติสุขอย่างแท้จริง

หน้า 9

www.matichon.co.สlสth คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
สุขภาวะทางปัญญา โดย ศ. ประเวศ วะสี 
มติชน
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สุขภาพคือสุขภาวะที่สมบูรณ์
ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา
สุขภาวะทั้ง 4 ด้าน เชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ เชื่อมโยงถึงกัน
และอยู่ในกันและกัน
แต่ละด้านมีองค์ประกอบ 4 รวมกันเป็นสุขภาวะ 4x4 = 16
การที่ว่ามีองค์ประกอบด้านละ 4
ไม่ได้แสดงว่ามีเท่านั้น แต่เป็นการพอประมาณและเพื่อให้จำได้ง่าย
ทางกาย 4 อย่างเป็นไฉน
ทางกาย 4 อย่าง ประกอบด้วย ร่างกายแข็งแรง ความปลอดสารพิษ มีความปลอดภัย
ความมีปัจจัย 4 ซึ่งมาจากการมีสัมมาชีพ
ทางจิต 4 อย่างเป็นไฉน
ทางจิต 4 อย่างประกอบด้วย
ความดี ความงาม หรือ สุนทรียะ ความสงบ
ความมีสติทางสังคม 4 อย่างเป็นไฉน
ทางสังคม 4 อย่างประกอบด้วย
สังคมสุสัมพันธ์หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ สังคมเข้มแข็ง สังคมยุติธรรม สังคมสันติ
ทางปัญญา 4 อย่างเป็นไฉน
ทางปัญญา 4 อย่างประกอบด้วย
ปัญญารู้รอบรู้เท่าทัน ปัญญาทำเป็น ปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น
ปัญญาบรรลุอิสรภาพ ปัญญาเป็นศูนย์กลาง
ถ้าปราศจากปัญญา
สุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมก็เป็นไปไม่ได้
การพัฒนาปัญญาต้องนำไปสู่การพัฒนากาย จิต และสังคม
การพัฒนากาย จิต และสังคม
ต้องนำไปสู่การพัฒนาปัญญาทั้ง 4 ร่วมกัน
จึงเกิดสุขภาวะที่สมบูรณ์ในที่นี้จะขยายความ
เฉพาะเรื่องปัญญา 4 ประการ คือ
(1)ปัญญารู้รอบรู้เท่าทัน การรู้อะไรแจ่มแจ้งแทงทะลุทำให้เกิดความสุข
ความมืด ความไม่รู้อะไร ความไม่แจ่มแจ้ง ทำให้เกิดความบีบคั้น
เสมือนคนที่อยู่ในเหวทั้งมืดทั้งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
จะมีความทุกข์ความบีบคั้นอย่างยิ่ง ต่อเมื่อขึ้นมาจากปากเหว
มองเห็นได้ทั่วไป เกิดความสุขจากการหลุดพ้นความบีบคั้นของความไม่รู้
การมีปัญญาเห็นโดยรอบ รู้เท่าทันสิ่งต่างๆ
ทำให้มีความสุขคนที่รู้รอบที่เรียกว่าเป็นพหูสูต
จึงมีความสงบและมีความสุขอยู่ในตัว
รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตรงข้ามกับคนที่ไม่รู้ รู้น้อย รู้เป็นส่วนๆ
ไม่รู้เชื่อมโยงย่อมอยู่ในความบีบคั้น เหะหะ โวยวาย แก้ปัญหาไม่ตก
หลุดไปเป็นพาลได้ง่าย การรู้เท่าทันปัญหาแม้ยังไม่ได้แก้ปัญหา
ก็ทำให้ความเป็นปัญหาหมดไปได้ ยกตัวอย่างเช่น
ป้าคนหนึ่งมีความทุกข์มาก เพราะแกพูดอะไรลูกสาวก็ไม่เชื่อแก
เมื่อได้รับคำบอกเล่าว่าแบบนี้เป็นกันทุกบ้าน
แกอุทานว่า "หรือ ฉันนึกว่าเป็นแต่ฉันคนเดียว
ถ้ามันเป็นกันทุกบ้าน ฉันก็ค่อยยังชั่ว"
ที่หายทุกข์ก็เพราะมีปัญญารู้เท่าทันว่า
มันเป็นเช่นนั้นเอง หรือ "ธรรมดาเนาะ"
เรื่องการมีปัญญารอบรู้ รู้เท่าทัน รวมไปถึงโลกทัศน์และวิธีคิด
ถ้ามีโลกทัศน์และวิธีคิดที่ถูกต้องก็ทำให้มีความสุข
การมีปัญญาเข้าใจธรรมชาติตามที่เป็นจริง
เห็นความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา)ของสรรพสิ่ง
ทำให้ไม่ถูกบีบคั้นจากความเห็นผิด ว่าสิ่งต่างๆ
ดำรงอยู่อย่างแยกส่วนตายตัว เมื่อเป็นอิสระจากความบีบคั้นก็ไม่ทุกข์
เมื่อเห็นอะไรเป็นกระแสของอิทัปปัจจยตา
ก็จะอยู่ในกระแสแห่งปัญญา มีสุขภาวะเพราะปัญญา
(2)ปัญญาทำเป็น หมายถึงปัญญาที่เกิดจากการลงมือทำและทำเป็น
ในการพัฒนากาย 4 ประการ และทางจิต 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
การเรียนรู้จากการทำ และเกิดปัญญาที่ทำให้ทำได้ดี
ทั้งเรื่องทำให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดสารพิษ มีความปลอดภัย สร้างสัมมาชีพ
มีปัจจัย 4 มีจิตใจที่มีความดี ความงาม ความสงบ และความมีสติ
ปัญญาในการทำเป็นนี้ย่อมก่อให้เกิดความสุขอย่างยิ่ง
(3)ปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น ได้แก่ปัญญาที่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน (Living together)
ไม่ใช่ตัวใครตัวมันเป็นเอกเทศ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ
รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นชุมชนเข้มแข็ง และประชาสังคม
มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action)
การที่มีความเสมอภาคและภราดรภาพจนสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำได้
จะทำให้เกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพานและทำให้ทำอะไรๆ
สำเร็จได้ง่ายตรงนี้เป็นอปริหานิยธรรมหรือธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว
การอยู่ร่วมกันเป็นต้องสามารถสร้างสังคมยุติธรรม
ความยุติธรรมในสังคมเป็นบ่อเกิดของความสุขอย่างยิ่ง
การอยู่ร่วมกันเป็นต้องสามารถสร้างสังคมสันติ
สามารถแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ขจัดความรุนแรงประเภทต่างๆ มีสันติภาพ
สังคมสันติเป็นสุขภาวะทางสังคมอย่างยิ่ง
บุคคลควรเรียนรู้ให้เกิดปัญญาอยู่ร่วมกันเป็น
(4)ปัญญาบรรลุอิสรภาพ ความไม่รู้หรืออวิชชาเป็นเครื่องก่อทุกข์ วิชชา
หรือ ปัญญาเป็นเครื่องออกจากทุกข์
เพราะความไม่รู้มนุษย์ยึดถือตัวตนของตนเองเป็นศูนย์กลาง
จึงขัดแย้งกับความจริง ความขัดแย้งคือทุกขตาหรือความทุกข์
อาการของการเอาตัวเองเป็นใหญ่ประกอบด้วย ตัณหา
อันได้แก่ความอยากเอาอยากเป็น มานะ อันได้แก่การใช้อำนาจเหนือคนอื่น
ทิฏฐิ การเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ บีบคั้นตนเอง
และบีบคั้นผู้อื่น ยิ่งมีมากยิ่งก่อทุกข์มาก ถึงอาจก่อให้เกิดจลาจลและสงครามได้
ไม่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะอวิชชาจึงมีตัณหา มานะ ทิฏฐิ
หรือความเห็นแก่ตัวหากลดความเห็นแก่ตัวลงได้มากเท่าไร
เรียกว่ามีปัญญาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น มีอิสรภาพจากความบีบคั้นมากขึ้น
ปัญญาและอิสรภาพจึงซ้อนทับอยู่ที่เดียวกัน ผู้ที่หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง
ก็มีอิสรภาพหลุดพ้นจากความบีบคั้นโดยสิ้นเชิง มีความสุขอย่างยิ่ง
เป็นวิมุติสุข มนุษย์ควรเรียนรู้เพื่อลดความเห็นแก่ตัวหรือเพื่อบรรลุอิสรภาพ
ในทางพุทธได้แก่ไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา
ซึ่งเป็นมรรควิถีที่พิสูจน์มาแล้วว่ามนุษย์จำนวนมากที่ศึกษาบนเส้นทางนี้
แล้วบรรลุอิสรภาพได้จริง ตามปกติมนุษย์ไม่สามารถสัมผัสความจริงได้
เพราะติดอยู่ในความคิด  การมีสติรู้กายรู้ใจ ทำให้จิตสงบจากความคิด
สัมผัสความจริง และถอดถอนจากความยึดมั่นในตัวตนได้
การเจริญสติจึงเป็นเครื่องมือพัฒนาจิตและปัญญาอย่างยิ่งยวด
การเจริญสติ
ทำให้เกิดสุขภาวะอันล้ำลึกอย่างไม่เคยเจอมาก่อน
ขณะนี้มีผู้ฝึกเจริญสติกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะพบว่าทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหมด
เช่น สุขภาพดี สมองดี ความสัมพันธ์ดีขึ้น
และเกิดสุขภาวะอันล้นเหลือ
เป็นความสุขที่ราคาถูก (Happiness at low cost)
เป็นความสุขที่ไม่ต้องการบริโภคมากขึ้น
เป็นเครื่องลดบริโภคนิยมอย่างชะงัด
ฉะนั้น ถ้ามนุษย์เจริญสติกันมากๆ แล้ว
นอกจากจะลดความร้อนอกร้อนใจแล้ว
จะช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุด
ขณะนี้มีการเรียนรู้ที่เรียกว่า
จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)
ด้วยวิธีการต่างๆ อันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา
แต่ก็รวมอยู่ที่การเรียนรู้ที่รู้จิตของตัวเอง
จิตตปัญญาศึกษาทุกประเภทเป็นไปเพื่อบรรลุอิสรภาพ
โดยสรุปสุขภาวะทางปัญญาเกิดจากการเรียนรู้ที่ทำให้รู้รอบ
รู้เท่าทันสรรพสิ่ง เรียนรู้ให้ทำเป็น เรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน
และการเรียนรู้เพื่อบรรลุอิสรภาพ การเรียนรู้ดังกล่าวทำให้เกิดสุขภาวะทางกาย
สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางปัญญา
รวมกันเป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์ สุขภาวะที่สมบูรณ์เกิดจากการเรียนรู้ที่ดี
การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์
จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสวงหา และช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบการเรียนรู้ที่ดี------------------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11431 มติชนรายวัน

เมื่อเล็กๆน้อยๆคือความยิ่งใหญ่ และผู้ให้คือผู้รับ


คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ชื่อบทความฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกันในความหมาย เพราะถ้าคิดแบบง่ายๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็คือ เล็กๆ น้อยๆ จะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ผู้ให้ก็คือผู้ให้ จะเป็นผู้รับได้อย่างไร จริงไหม

แต่ถ้าลองสงบนิ่งอยู่กับตัวเอง ให้เวลาในการใคร่ครวญ ทบทวนอย่างลึกซึ้ง เราก็สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งทางภาษาได้

การให้ความหมายใหม่กับสิ่งที่คุ้นชิน การก้าวข้ามออกจากคำจำกัดความเดิมที่คับแคบและดูเหมือนจะชัดเจนตามภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงจะเรียนรู้ด้วยความกล้าหาญ อย่างมีสติใช่หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้ไม่ติดกับความคุ้นชินของเราเองแบบถอนตัวไม่ออก

การสร้างและการขยายความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในมุมมองของความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น จะช่วยเปิดโลกทรรศน์ที่จำกัดและคับแคบของเราให้รอบด้าน กว้างไกล และลุ่มลึกมากขึ้น ใช่หรือไม่

ถ้าเชื่อว่าสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การแสวงหาเพื่อเรียนรู้และเข้าใจความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นและสรรพสิ่ง ก็น่าจะเป็นทิศทางที่สมเหตุสมผลมากกว่าการแยกสิ่งนั้นออกมาแล้วให้ความหมายจำกัดเฉพาะตัว ยกเว้นมีจุดหมายเฉพาะ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะหนึ่งใด ซึ่งผู้ให้คำจำกัดความนั้นก็ต้องมีสติรู้เท่าทันความเฉพาะเหล่านั้น

มนุษย์ควรเป็นผู้เรียนรู้และสร้างความหมายให้กับชีวิตและสรรพสิ่ง หรือเป็นผู้จำกัดความหมาย... หรือยอมให้ถูกจำกัดความหมาย

ลองใคร่ครวญทบทวนดู

บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากการที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมูลนิธิพุทธฉือจี้ที่ไต้หวันเป็นเวลา 5 วัน ร่วมกับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา และประสบการณ์การขับเคลื่อนโครงการอบรมเพิ่มขีดความสามารถของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในการพัฒนาการบริหารจัดการกระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาของมหาวิทยาลัยภาคีเครือข่าย 25 มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ที่โรงงานรีไซเคิลของฉือจี้ เราได้เห็นอาสาสมัครทำงานอย่างมีความสุข เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ แม้ดูเหมือนจะเป็นงานเล็กๆ และดูเหมือนจะไม่คุ้มกับเวลาและแรงงานที่ลงไปเลย ผลผลิตต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ ตามความหมายของเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการยุคใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์เศรษฐกิจเสรีทุนนิยม

เราเห็นอาสาสมัครผู้หญิงสวมแว่นตาใช้กรรไกรค่อยๆ ตัดกระดาษเพื่อแยกส่วนที่ไม่มีหมึกพิมพ์ (ตัวอักษรหรือรูปภาพ) ออกมา เราเห็นอาสาสมัครผู้ชายถอดชิ้นส่วนของพัดลมที่มีคนนำมาบริจาคทีละชิ้น เพื่อแยกพลาสติค เหล็ก สายไฟ... ชิ้นส่วนไหนซ่อมได้ก็จะนำไปซ่อม ชิ้นส่วนไหนยังใช้ได้ก็จะนำไปประกอบใหม่เพื่อนำไปมอบให้ผู้ยากไร้ที่มีความต้องการ

เราเห็นแต่ละคนช่วยกันทำงานเสมือนงานเป็นครู จึงตั้งใจเรียนรู้และทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความเต็มใจ เราเห็นแต่ละคนช่วยกันทำงานเสมือนงานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางจิตใจสำหรับผู้ปฏิบัติ

วิธีคิดและวิถีปฏิบัติของฉือจี้เป็นการสร้างคุณค่าและคุณค่าเพิ่มให้ผู้ปฏิบัติ เป็นการสร้างมูลค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ เป็นการสร้างคุณค่าและคุณค่าเพิ่มให้กับผู้รับ สิ่งแวดล้อม และสรรพสิ่ง

จึงไม่แปลกที่เราได้สัมผัสความอิ่มเอิบใจในการทำงานของอาสาสมัครเหล่านั้น

ระหว่างที่ดูก็จะมีอาสาสมัครฉือจี้บรรยายแบบลงรายละเอียด ไม่รีบร้อน เสียงใสๆ หน้าตายิ้มแย้มบ่งบอกความยินดีที่มีคนมาเยี่ยมชม ในคำบรรยายตลอดเวลาจะให้มุมมองที่หลุดไปจากความคุ้นชินของคนโดยทั่วไป เช่น การนำกระดาษมารีไซเคิล ช่วยลดการทำลายต้นไม้ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ช่วยลดภาวะโลกร้อน นำขยะกระดาษที่ไร้ราคามาผลิตและแปรรูปใหม่ จำหน่ายได้ราคาและมีคุณค่าเพิ่มทางจิตใจของผู้ทำและผู้ซื้อ เพราะเงินที่ได้นำไปช่วยผู้ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ทำได้ทำความดีงาม (ได้บุญ) ผู้ซื้อก็ได้ประโยชน์เชิงใช้สอย และที่สำคัญได้บุญด้วย

การตัดกระดาษสีขาวออกจากส่วนที่มีหมึกพิมพ์ ช่วยลดการใช้นํ้าและการใช้สารเคมีในการฟอกขาว ลดสารเคมีปนเปื้อนลงไปในดิน ในแม่นํ้า ลำคลอง และทะเล ทำให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยสำหรับคน สัตว์ และสรรพสิ่ง... การทำงานเล็กๆ ที่พวกเราเห็นช่างมีความหมายและคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับพวกเขา

จึงไม่แปลกที่พวกเขาดูมีความสุขและตั้งใจทำงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น โดยที่พวกเขาไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินแม้แต่น้อย แถมต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางมาทำงาน ค่าชุดทำงาน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว... เพื่อจะได้มาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่มีผลต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อโลก ต่อสภาพแวดล้อมและชนรุ่นหลัง ช่างเป็นมุมมองที่ยิ่งใหญ่และกว้างไกลเหลือเกิน

สิ่งตอบแทนที่ได้คือคุณค่าทางจิตใจ มีความสุขใจที่ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือโลกและสรรพสิ่ง คุณค่าของตนเองอยู่ที่การได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

การนำสิ่งของไปมอบให้ผู้ประสบภัยและผู้ยากไร้ ผู้มอบจะแสดงความเคารพและขอบคุณผู้รับด้วยความนอบน้อมถ่อมตน คำอธิบายที่น่ารักคือ ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ (เพราะมีเขา เราจึงได้ทำบุญ) ช่างเป็นวิธีคิดที่อ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน และให้คุณค่าต่อผู้รับมอบเหลือเกิน

ผู้ให้คือผู้รับ ผู้รับคือผู้ให้... ช่างเป็นการให้ความหมายใหม่ที่ลุ่มลึกที่หลุดออกไปจากความหมายเดิมของผู้ให้ และผู้รับที่เราคุ้นชิน นั่นคือ ผู้ให้คือผู้ให้ (ผู้มีบุญคุณ) ผู้รับคือผู้รับ (ผู้เป็นหนี้บุญคุณ)

ขอบคุณมูลนิธิฉือจี้ที่ให้ความหมายและมุมมองต่อชีวิต ต่อโลก ในความหมายที่ใหม่และกว้างไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล็กๆ ส่วนหนึ่งจากการขับเคลื่อนจิตตปัญญาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กับกิจกรรมเล็กๆ ที่ให้ผู้เข้าร่วมอบรมออกไปหามุมสงบของตัวเองในสวนโดยไม่พูดคุยกับใคร แต่ให้สังเกตความเป็นไปและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏต่อหน้าประมาณ 20 นาที โดยไม่รีบร้อนที่จะสรุปหรือตัดสินจากประสบการณ์เดิม แล้วกลับมาเล่าสิ่งที่ตนเองสังเกตให้กลุ่มฟัง ในตอนท้ายมีการสรุปสะท้อนบทเรียน และต่อไปนี้คือข้อสรุปสั้นๆ ที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์เล็กๆ เพียง 20 นาทีของผู้เข้าร่วมอบรมบางคน เป็นข้อความสั้นๆ เล็กๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง

"ผมสังเกตเห็นลมหายใจของสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัว" "ในความเรียบง่าย เห็นความงดงามของธรรมชาติ" "กิ่งไม้เล็กๆ ที่ร่วงหล่น ก็อาจกลายไปเป็นรังนก" "การพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต" และที่ชอบมากคือ "ใบไม้แห้งให้ความเจริญงอกงามกับชีวิต ใบไม้แห้งมิใช่ใบไม้แห้ง และเราก็มิใช่เราอีกต่อไป"

ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมเล็กๆ นี้จะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลายๆ คนที่เข้าร่วมอบรม มันเป็น 20 นาทีของชีวิตใหม่ เป็น 20 นาทีของความหมายใหม่ของสิ่งเก่า

กิ่งไม้เล็กๆ ที่ร่วงหล่นก็กลายไปเป็นรังนกที่พยุงและโอบอุ้มชีวิตใหม่ ใบไม้แห้งก็กลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ เป็นที่หลบแดดหลบฝนให้กับอีกหลายชีวิตเล็กๆ... ใบไม้แห้งมิใช่ใบไม้แห้งอีกต่อไป...

เล็กๆ น้อยๆ คือความยิ่งใหญ่... ผู้ให้คือผู้รับ...


หน้า 9

All site contents copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.
----------------------------------------------------------------------
RQ หรือ พลังสุขภาพจิต วิธีปรับ 4 เติม 3

RQ หรือ พลังสุขภาพจิต เป็นความสามารถของคนที่มีอยู่แล้วในตัวเอง และนำมาใช้เมื่อ
ต้องเอาชนะปัญหา อุปสรรค หรือความยากลำบากที่เกิดขึ้น ผู้ที่มีพลังสุขภาพจิตจำนวนมาก
สามารถใช้วิกฤติเป็นโอกาส สามารถยกระดับความคิด จิตใจ และการดำเนินชีวิตไปในทาง
ที่ดีขึ้นได้ หลังจากเหตุการณ์ที่ไม่ดีผ่านพ้นไป

       
       คำว่า RQ นั้นสร้างไม่ยากครับ ทางกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงแนะ
แนวทางด้วยวิธีปรับ
4 เติม 3 สูตรสร้างพลังสุขภาพจิต รับมือวิกฤติ ไว้สำหรับทุกคน และทุก
ครอบครัว โดยมีหลักง่ายๆ ดังนี้ครับ

       
       "ปรับ 4" เริ่มจาก "ปรับอารมณ์"

       

       เมื่อเกิดปัญหา/อุปสรรคที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต คนเรามักจะตกใจ และมีความรู้สึกต่างๆ
ที่รุนแรง จนควบคุมตัวเองไม่ได้ สิ่งแรกจึงต้องพยายามตั้งสติ อยู่ในที่เงียบๆ หรือหาคนปลอบใจ
หลังจากนั้นหาทางออกในการระบายความกดดันอย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายเพื่อ
ระบายความโกรธ หันเหความสนใจไปเรื่องอื่นเพื่อปรับอารมณ์ เมื่อใดที่รู้สึกท้อ ขอให้บอกกับตัว
เองว่า เราต้องสู้ ยังมีคนที่ทุกข์กว่าเราตั้งเยอะ คิดถึงความสำเร็จของเรา และของครอบครัว
หากอดทนต่อสู้กับปัญหา

       
       "ปรับความคิด"
       
       การที่จิตใจสงบลงทำให้คนเราคิดเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลได้มากขึ้น การปรับความคิด
ทำได้หลายวิธี เช่น เปรียบกับคนที่แย่กว่าเรา ลองมองส่วนดีที่เหลืออยู่ หรือมองว่าเป็นธรรมดา
หรือมันก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว การปรับความคิดจะทำให้เรายอมรับว่ามีปัญหาใหญ่
ที่เกิดขึ้น และมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป เพราะการที่เรายอมรับความจริง ปัญหาทุกอย่างจะถูก
แก้ไขอย่างตรงจุด

       
       "ปรับการกระทำ"
       
       เมื่ออารมณ์ ความคิดกลับมาเป็นปกติ และมีกำลังใจที่จะต่อสู้แล้ว ก็ต้องลงมือทำในสิ่งที่
คิดไว้เพื่อแก้ปัญหา/อุปสรรค เช่น เปลี่ยนจากคนที่นอนกินเล่นอยู่กับบ้าน มามุ่งมั่นหางาน สร้าง
รายได้ให้กับครอบครัว หรือ เปลี่ยนจากคนที่เก็บปัญหา เป็นคนเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส ด้วย
การเจริญสติ และวางแผนชีวิตให้มีเส้นที่ชัดเจน ว่าวันนี้จะทำอะไร ได้อะไร และตอบกับตัวเอง
ให้ได้ว่า แล้วทำไปทำไม เพื่อให้ชีวิตมีธง และดำเนินต่อไปข้างหน้าต่อไปได้

       
       "ปรับเป้าหมาย"
       
       ปัญหาที่หนักหนา อาจจะทำให้เราทำตามความต้องการไม่ได้ จำเป็นต้องยืดหยุ่น ปรับเป้า
หมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เช่น อยากซื้อรถสัก
1 คัน แต่ตัวเองยังตกงาน หรือ
ครอบครัวยังเป็นหนี้อยู่ จึงต้องออกหางานเพื่อทำงาน และหาเงินมาใช้หนี้ และจุนเจือครอบครัว
ส่วนเป้าหมายเรื่องรถ คงต้องเลื่อนออกไปก่อน เป็นต้น ดังนั้นการจะตัดสินใจทำอะไรก็ควร
ไตร่ตรอง และถามตัวเองด้วยว่า การตัดสินใจนี้จะเกิดผลดี หรือผลเสียต่อตัวเอง และคนที่อยู่
รอบข้างหรือไม่ อย่างไร
?
       
       "เติม 3" เริ่มจาก "เติมศรัทธา"
       
       ความเชื่อ ความศรัทธา ทำให้คนเรามีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีความหวัง เช่น เชื่อว่าชีวิตมี
ช่วงขึ้น และลง วันนี้มีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเงินในครอบครัว หรืออื่นๆ หากอด
ทน และพยายามแก้ไข วันข้างหน้าก็ต้องดีขึ้น เพราะเชื่อซะอย่าง ว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้
 บางศาสนาเขาบอกให้มนุษย์คิดอยู่เสมอว่า
"ความลำบาก" เป็นเครื่องทดสอบความเข้มแข็ง
 ฉะนั้นเราต้องยอมรับ และอยู่ต่อไปให้ได้ นอกจากนี้อาจใช้ความศรัทธาทางศาสนามาใช้
ก็ได้ผลดี จะทำให้เราใจเย็น และมีสติขึ้น

       
       "เติมมิตร"
       
       การผูกมิตร หรือให้ความช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ทำได้ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเราเผชิญกับ
ปัญหาบางอย่างที่เกินจะรับมือได้ มิตรที่ดีจะช่วยให้คำปรึกษา หรือพึ่งพิง ซึ่งบางคนอาจจะคิด
เกรงใจ ไม่อยากรบกวน และแก้ปัญหาอยู่คนเดียว แต่ถ้าเป็นเรื่องของความอยู่รอดก็จำเป็นที่จะ
ต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญ คนในครอบครัวถือเป็นมิตรที่ดี และเข้าใจเรามากที่สุด
มีอะไรก็ขอให้คุยกันในครอบครัว

       
       "เติมใจกว้าง"
       
       เมื่อมีปัญหา คนเรามักใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม
ลองศึกษาวิธีที่แตกต่างออกไป หรือเข้าใจความรู้สึก ความคิดของคนอื่นที่แตกต่างจากเรา อาจ
ทำให้มองปัญหาได้รอบด้านขึ้น ได้ข้อมูลมากขึ้น มีจิตใจกว้างขึ้น และเห็นทางออกของปัญหา
ได้มากขึ้นตามไปด้วย

       
       เอาเป็นว่า ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ ถ้าใครใช้แล้วได้ผลอย่างไร นำมาเขียนบอกให้
อ่านกันบ้างนะครับ หรือถ้าใครมีวิธีอื่นที่ใช้แล้วได้ผลกับตัวเองจริงๆ สามารถนำมาแลกเปลี่ยนกัน
ได้เช่นกัน เพื่อที่ว่าคนอ่านท่านอื่นจะได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และชีวิตครอบครัวกันได้
บ้างครับ

  สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น   
 
วันที่ 15 00:00:00/04/2009
ผู้เข้าชม 150
วันที่ 13 00:00:00/04/2009
ผู้เข้าชม 172
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 173
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 158
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 147
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 200
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 167
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 203
วันที่ 10 00:00:00/05/2009
ผู้เข้าชม 162
วันที่ 06 00:00:00/04/2009
ผู้เข้าชม 749
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 150
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 160
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 407
วันที่ 28 00:00:00/03/2009
ผู้เข้าชม 189
วันที่ 14 00:00:00/04/2009
ผู้เข้าชม 171
 
  ข่าวสารเพื่อการเรียนรู้ สู่ชุมชน สุขภาวะ